Snap (คงเดช จาตุรันต์รัศมี, 2015)

snap

***** มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง *****

1.

เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผลงานของคงเดช จาตุรันต์รัศมีอยู่แล้วที่จะแทรกเนื้อหาหรือวางแบ็คกราวน์ของเหตุการณ์ในหนังเกี่ยวกับการเมือง ตั้งแต่หนังเรื่องแรกอย่าง “สยิว” ใน Snap ก็เช่นกัน ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในหนังของคงเดชเพราะมีคนทำหนังไทยไม่กี่คนที่จะพูดเรื่องการเมืองและน้อยกว่านั้นคือคนที่ใส่มันลงไปในหนังอย่างโจ่งแจ้งแต่ว่าเรียบเนียนไปกับเนื้อหาหลักของหนัง

และแน่นอนว่าเหตุการณ์การเมืองที่คงเดชใส่ลงไปในหนังเรื่องล่าสุดของเขาก็ไม่พ้นเหตุการณ์การปฏิวัติซึ่งไม่เพียงเฉพาะครั้งล่าสุด หนังยังดึงเอาปฏิวัติครั้งก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2549 มาเป็นเหตุการณ์สำคัญของเรื่องราวอีกด้วย

เพราะว่าการทำปฏิวัติครั้งนั้นมันทำให้ความรักของคนสองคนหยุดชะงักลง

บอยกับผึ้งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนที่จังหวัดจันทบุรี ทั้งคู่สนิทกันจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นแฟนกัน เพียงแต่ว่าความรู้สึกที่ทั้งคู่มีต่อกันมันเหมือนถูกเก็บเอาไว้ ไม่ได้ถูกเปิดเผย จนวันหนึ่งในเดือนกันยายน 2549 พ่อของผึ้งซึ่งเป็นนายทหารถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯเนื่องจากมีการปฏิวัติ ผึ้งจึงต้องออกจากโรงเรียน และจากเพื่อนๆรวมไปถึงบอยมาตั้งแต่วันนั้น โดยที่สิ่งที่คาใจผึ้งมาตลอดคือการที่เธอไม่มีรูปถ่ายของตัวเองในหนังสือรุ่น ซึ่งอันที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไม่มีรูปเพราะเธอออกจากโรงเรียนมาก่อนแต่ที่เธอคาใจเพราะว่าบอยซึ่งเป็นตากล้องประจำรุ่นสัญญากับเธอว่าจะถ่ายรูปให้เธอก่อนที่เธอจะไปโดยแลกกับการที่ผึ้งซึ่งเป็นดีเจประจำรุ่นจะเปิดเพลงออกเสียงตามสายให้บอยแต่บอยก็ไม่ได้มาในวันนั้น

นับจากวันที่ทั้งคู่จากกันไป เรื่องราวหลายๆอย่างจึงชะงัก ไม่คืบหน้า มิหนำซ้ำความทรงจำหลายๆอย่างก็ดูเหมือนจะลางเลือนแต่บางทีก็ชัดเจน ยิ่งหนังตอกย้ำอยู่หลายต่อหลายครั้งเรื่องความทรงจำยิ่งทำให้รู้สึกถึงความคลุมเครือบิดเบือนในความทรงจำ

2.

หนังเล่นกับความทรงจำ หรือสิ่งที่เตือนความจำหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างบอยกับผึ้ง

ในช่วงต้นของหนังซึ่งเริ่มต้นจากชีวิตในวัยทำงานของผึ้ง เธอนั่งกินขนมเค้กในร้านเบเกอรี่สวยๆชิคๆตามสมัยนิยมกับแฟนหนุ่มของเธอ ผึ้งเป็นหญิงสาวที่ชอบการบันทึกภาพลงอินสตราแกรมเป็นพิเศษ (ภาพเปิดเรื่องก็เป็นภาพในอินสตราแกรมของเธอ พร้อมแคปชั่นเก๋ๆ) เธอมองเห็นชายหนุ่มช่างภาพคนหนึ่งอยู่ภายนอกร้าน เธอเหมือนจะรู้จักคนคนนั้นจนแฟนของเธอสังเกตได้ แต่เธอบอกว่าน่าจะเป็นเพื่อนเก่าแต่เธอจำชื่อไม่ได้ ซึ่งในจังหวะต่อมาชายหนุ่มเดินเข้ามาในร้านแล้วทักทายกับผึ้ง เราจึงรู้ได้ในจังหวะนั้นว่าแท้จริงเธอจำได้ดีว่าชายคนนี้คือใคร

บอยกับผึ้งได้เจอกันบ่อยขึ้นเพราะเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งของเธอจะแต่งงานและบอยก็เป็นช่างภาพให้ มันจึงเป็นโอกาสที่ทั้งคู่จะรื้อฟื้นความหลัง แต่ทว่าความทรงจำหลายๆอย่างเหมือนจะจางๆไป หรือบางอย่างจำได้แต่ก็พยายามปกปิดไว้

ซึ่งมองผ่านๆมันก็คือความสัมพันธ์ที่มันคลุมเครือ จนเรื่องบางเรื่องก็ไม่รู้จะพูดไปทำไม หรือเรื่องบางเรื่องถ้าพูดออกไปมันทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม

อย่างบอยที่บอกกับผึ้งว่าเขาลืมเลยไม่ได้มาถ่ายรูปให้ผึ้ง แต่แท้จริงแล้วไม่เพียงแต่บอยจะไม่ลืมบอยยังพยายามอย่างมากที่จะมาให้ทันจนกระทั่งพ่อของบอยซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเกิดอุบัติเหตุ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้บอยรู้สึกผิดมาตลอด เท่ากับว่าบางเหตุการณ์นั้นหากแสร้งว่าลืมอาจจะดีกว่า

หรือเรื่องของปลาที่หน้าเหมือนตุ๊กแกก็เช่นกัน ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่แน่ใจว่าหน้าตาของมันเป็นอย่างไรกันแน่

และนอกจากนั้นทั้งบอยและผึ้งนั้นทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่ชอบบันทึกภาพซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็คือการบันทึกเหตุการณ์ คือการบันทึกช่วงเวลานั้นๆเอาไว้ เป็นการรักษาความทรงจำซึ่งย้อนแย้งกับพฤติกรรม “จำได้บ้างไม่ได้บ้าง” ของทั้งคู่เหลือเกิน ซึ่งนัยหนึ่งอาจจะเป็นได้ว่าทั้งคู่เลือกที่จะ “บันทึก” เฉพาะภาพ (หรือความทรงจำ) ที่สวยงามและละเลยส่วนที่อาจจะไม่สวยงามไป

อีกตัวละครหนึ่งที่มีประเด็นเกี่ยวกับความจำคือนพ เพื่อนของบอยที่ขัดแย้งกับเพื่อนอีกคนอย่างรุนแรงเพราะแนวคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน นพจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยไปเที่ยวเขาหลวงกับเพื่อนๆ แต่เพื่อนทุกคนก็บอกนพว่านพไปและเล่าเป็นตุเป็นตะว่าเกิดเรื่องราวต่างๆ จนนพรู้สึกเหมือนว่าถูกเพื่อนอำ

“ถ้ากูเคยไปกูก็ต้องจำได้” นพว่าอย่างนั้น

อีกคนที่พูดคล้ายๆแบบนี้คือแมน แฟนหนุ่มนายทหารของผึ้งซึ่งผึ้งเล่าเรื่องราวที่พบกับแมนและคำพูดบางคำที่ผึ้งบอกว่าแมนเคยพูดแต่แมนบอกว่าไม่เคยพูด

ทำให้เรื่องของความทรงจำ การจำได้ การจำไม่ได้ การเลือกที่จะจำบางเรื่องมันจึงเป็นแก่นสารสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งเผอิญว่ามันไปสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองอย่างพอดิบพอดี

3.

อาจจะกล่าวได้ว่าคนไทยส่วนหนึ่งโดยเฉพาะชนชั้นกลางนั้นไม่ค่อยเรียนรู้อะไรจากการเมืองเลย หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นว่าเรียนรู้ในการทำบางสิ่งบางอย่างซ้ำๆ

การปฏิวัติในหนังนั้นส่งผลแน่ๆต่อความสัมพันธ์ระหว่างบอยกับผึ้งเพราะทำให้ทั้งคู่แยกจากกัน (ระคนด้วยความไม่เข้าใจ) แต่ในชีวิตแล้วการปฏิวัติส่งผลหลายต่อหลายอย่าง รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม การตัดสินคดีการเมืองที่ไม่โปร่งใส การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ยิ่งในการปฏิวัติครั้งหลังยิ่งเด่นชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่กระนั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาประเทศไทยก็ยังคงมีการเรียกร้อง “ทหาร” ให้ออกมาเพื่อจัดการหรือจัดระเบียบประเทศชาติอยู่เสมอๆ ซึ่งแกนหลักของการเรียกร้องก็หนีไม่พ้นชนชั้นกลางนั่นเอง แม้ว่าบทเรียนที่ผ่านมาไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยต่างก็ชัดเจนว่าการปฏิวัติยึดอำนาจไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหา

ซึ่งบอยและผึ้งนั้นก็มีสถานะในสังคมเป็นชนชั้นกลางก็เห็นได้ว่ายังคงไม่เข้าใจตัวเองและอดีต

บอยอาจจะบอกว่าจำไม่ได้หรือลืมอยู่บ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วบอยจำได้และรู้อยู่แก่ใจ แต่บอยก็ไม่ทำอะไร ได้แต่ลอยไปลอยมาหนีปัญหาไปเรื่อยๆ ก็เหมือนคนไทยกลุ่มหนึ่งที่รู้ปัญหาสังคมการเมืองแต่ทว่าเพิกเฉย ส่วนผึ้งหลายๆครั้งเธอเหมือนจะจำอะไรบางอย่างไม่ได้ หรือจำไปผิดๆ (ตัวอย่างเช่น ปลาที่หน้าเหมือนตุ๊กแก หรือเพลงที่เคยเปิดให้บอย) แถมเธอยังมีลักษณะสเตอริโอไทป์แบบคนกรุงสมัยใหม่ที่เกาะติดกับยอดไลค์ ความงามฉาบฉวย กระแสสโลว์ไลฟ์ ฯลฯ จนชวนให้คิดถึงว่าเธอก็เหมือนคนไทยอีกกลุ่มที่ไม่ได้สนใจการเมือง ไม่ได้เรียนรู้หรือจดจำอะไร และสุดท้ายก็ยอมให้กับทหาร

หรืออย่างนพเองก็คล้ายกับคนในสังคมอีกมากมายที่ตัดเพื่อนเพราะเรื่องการเมือง โดยที่ลืมมิตรภาพหรือความทรงจำดีๆก่อนที่จะมีการเมืองกีฬาสีเกิดขึ้นมา

ส่วนคำพูดของแมนที่บอกว่าไม่เคยพูดเลยว่า “จะขอจ่ายค่าปรับไปตลอดชีวิต” ซึ่งมีนัยยะถึงความรับผิดชอบ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ถึงพฤติกรรมของทหาร (บางคน) ที่เคยพูดบางอย่างแล้วสุดท้ายก็ไม่ทำตามนั้น (เช่น บอกว่าจะไม่ปฏิวัติแต่ก็ทำ เป็นต้น)

และเมื่อไม่เกิดการเรียนรู้ ก็ไม่เกิดความเข้าใจ ความเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิดขึ้น คนเหล่านี้จึงมักจะได้แต่บ่นว่า “ทำไมสมัยนี้ไม่ดีแบบเมื่อก่อน” “ตั้ง 8 ปีแล้ว ทำไมยังไปไม่ถึงไหนเลย” ทั้งๆที่คนที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ก็คือคนอย่าง “บอย” หรือ “ผึ้ง” นั่นเอง โดยผ่านการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาถึงความคิดความรู้สึกและในขณะเดียวกันก็สำรวจและทบทวนความจริงที่เกิดขึ้นเราก็จะสามารถเดินต่อไปได้ ไม่ติดอยู่กับความทรงจำที่ขาดช่วงจนได้แต่คาดหวังว่ามันจะเหมือนเดิม และบอยกับผึ้งก็คงได้ลงเอยกันอย่างที่ทั้งคู่คาดหวัง

4.

หนังของคงเดชเรื่องนี้เปิดเรื่องขึ้นมาด้วยทีท่าที่ป๊อปและแมสอย่างมากจนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่หลังจากที่เริ่มเข้าสู่เรื่องราว สถานการณ์การเมืองเริ่มเผยตัวก็ทำให้สัมผัสได้ถึงหนังแบบคงเดชที่คุ้นเคย เพียงแต่ครั้งนี้ในความรู้สึกส่วนตัวคงเดชเล่าด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงจริงจังกับประเด็นการเมืองแต่ดูเหมือนว่ามุมมองของคงเดชจะดูวางเฉยปล่อยวางมากขึ้น การบันทึกลักษณะเด่นประจำยุคสมัยอย่างอินสตราแกรม สโลว์ไลฟ์ ฮิปสเตอร์ ฯลฯ ก็ดูเป็นการจิกกัดหยอกล้อมากกว่าที่จะเสียดสีอย่างจริงๆจังๆราวกับว่าคงเดชคงรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆอย่างนี้เอง ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรมากมายนัก แต่ก็ใช่ว่าจะใส่มาเฉยๆไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงเพราะมันก็สะท้อนพฤติกรรมของคนที่ทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเมืองและได้รับผลกระทบจากการเมือง

จุดหนึ่งที่ชอบมากในหนังคือการที่หนังใช้ภาพถ่ายทั้งจากอินสตราแกรมหรือภาพงานแต่งซ้อนด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่อยู่นอกจอซึ่งได้ยินแต่เสียงอยู่หลายต่อหลายครั้ง ที่ชอบเพราะมันสะท้อนลักษณะของการหลบเลี่ยงความเป็นจริงซึ่งเป็นพฤติกรรมของคนในสังคมได้ดีทีเดียว

แต่กระนั้นคนเราทุกคนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเป็นจริงได้ โดยเฉพาะความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ในฉากสุดท้ายที่หนังย้อนภาพเหตุการณ์ไปยังห้วงเวลาที่บอยและผึ้งยังคงเป็นเด็กมัธยม ทั้งคู่ได้ทำสัญญาต่อในวันสุดท้ายก่อนที่ผึ้งจะย้ายโรงเรียนไป และเมื่อเพลง “แค่ได้คิดถึง” ของญารินดาดังขึ้น เราก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดลึกๆของคนทั้งสองและความเจ็บปวดของเราเองที่ได้รับมาจากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ว่าจะผ่านมาสักกี่ปีเราก็ยังคงไม่ไปไหน ยังคงติดหล่มความทรงจำเก่าๆอยู่ร่ำไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s